หน้าเว็บ

ข่าวร้อน

วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เส้นทางสู่จ่าอากาศ


จ่าอากาศ

การสอบเข้าเป็นนักเรียนจ่าอากาศ โรงเรียนจ่าอากาศ


          โรงเรียนจ่าอากาศ เป็นโรงเรียนที่ผลิตนายทหารชั้นประทวน ให้กับกองทัพอากาศ การศึกษานักเรียนจ่าอากาศ (นจอ.) จะมี 3 หลักสูตร คือ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพโรงเรียนจ่าอากาศ 3 ปีสำหรับนักเรียนที่สอบหลังจบม.3 และหลักสูตรโรงเรียนจ่าอากาศ 2 ปี สำหรับนักเรียนที่สอบหลังจบม.6/ปวช. และหลักสูตรประกาศนียบัตรพยาบาลศาสตร์ระดับต้น 2 ปี สำหรับนักเรียนที่สอบหลังจบม.6 โดยแต่ละหลักสูตรจะมีเหล่าให้เลือกศึกษา ดังนี้
            1. หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพโรงเรียนจ่าอากาศ 3 ปี ได้แก่
                      - ช่างอากาศ ศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างอากาศยาน, เครื่องยนต์ลูกสูบ, เครื่องยนต์ก๊าซเทอร์ไบน์,ใบพัดอากาศยาน, เฮลิคอปเตอร์, เครื่องวัดประกอบการบิน, เครื่องช่วยในการเดินอากาศ,เครื่องกำเนิดไฟฟ้าในอากาศยาน, ระบบไฟฟ้าในอากาศยาน
                      - สื่อสาร ศึกษาเกี่ยวกับช่างสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ภาคพื้น, ประจำอากาศยาน, ช่างเรดาร์,ช่างโทรคมนาคม, ช่างเครื่องวัด, ช่างโทรศัพท์และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการสื่อสาร
                      - สรรพาวุธ ศึกษาเกี่ยวกับอาวุธภาคอากาศ, ภาคพื้น, อาวุธติดตั้งกับเครื่องบิน, เรดาร์ควบคุมการยิง, อาวุธนำวิถีพื้นสู่อากาศ, วัตถุระเบิดทางทหารและนิรภัยวัตถุระเบิด, การทำลายวัตถุระเบิดขั้นพื้นฐาน, ชนวน
            2. หลักสูตรโรงเรียนจ่าอากาศ 2 ปี ได้แก่
                      - ต้นหน (จำพวกทหารควบคุมการปฏิบัติทางอากาศ) ศึกษา เกี่ยวกับ การเฝ้าตรวจทางอากาศ, การพิสูจน์ฝ่าย, การควบคุมการบินสกัดกั้น, อากาศพลศาสตร์, สงครามอิเล็กทรอนิกส์, การบริการจราจรทางอากาศ, นิรภัยการบิน, การติดต่อสื่อสารในการควบคุมจราจรทางอากาศ, การบริการข่าวสารการบิน และการควบคุมทางอากาศยุทธวิธี
                      - อุตุ ศึกษา เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ทางธรรมชาติ ส่วนประกอบและชั้นต่างๆ ของบรรยากาศการเกิด ปรากฏการณ์ต่างๆทางอุตุนิยมวิทยาฤดูกาล การอ่านและการเขียนแผนที่ทางอากาศตามรหัสสากลขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลกการเฝ้าติดตามสภาพอากาศโดยต่อเนื่องตลอดเวลา รวมถึงการให้บริการข่าวอากาศแก่ผู้ต้องการใช้ข่าวอากาศด้วยระบบการรับ-ส่งข่าวอากาศอัตโนมัติที่ถูกต้อง รวดเร็ว ทันเวลา
                      - สารวัตร ศึกษา เกี่ยวกับวิชากฎหมาย, แบบธรรมเนียมทหาร, วิชาการทหารสารวัตร, วิชาการประชาสัมพันธ์
                      - อากาศโยธิน ศึกษา เกี่ยวกับผู้นำและการบังคับบัญชา, ครูทหาร, ยุทธวิธีการรบ, การป้องกันฐานบินการปฏิบัติการพิเศษ (คอมมานโด/ค้นหาและช่วยชีวิต), การโดดร่มจากอากาศยาน, การยิงอาวุธด้วยกระสุนจริง
            3. หลักสูตรประกาศนียบัตรพยาบาลศาสตร์ระดับต้น 2 ปี ได้แก่
                      - แพทย์ (สาขาวิชาพยาบาล) ศึกษาเกี่ยวกับกายวิภาคศาสตร์ และสรีรวิทยา, การพยาบาลเวชศาสตร์การบิน, ลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ, การพยาบาลรากฐาน, การพยาบาลจิตเวชศาสตร์, การพยาบาลอนามัยชุมชน, การพยาบาลผู้ใหญ่, การพยาบาลสูติศาสตร์, การพยาบาลทหาร,การพยาบาลเด็ก
คุณสมบัติที่สำคัญของผู้สมัคร
             1. หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพโรงเรียนจ่าอากาศ 3 ปี ผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้                       
                         1 เป็นชายโสด อายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี และไม่เกิน 18 ปี ในปีที่จะเข้าเป็นนักเรียนจ่าอากาศ(นับตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 คือ ปี พ.ศ.ปัจจุบันลบด้วยปี พ.ศ.ที่เกิด)                        
                         2 คุณวุฒิ สำเร็จการศึกษาหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น ของกระทรวงศึกษาธิการ หรือเทียบเท่า มีผลการศึกษาคะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรไม่ต่ำกว่า 2.00                       
                         3 มีสัญชาติไทย และบิดา มารดาผู้ให้กำเนิด มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด (เกิดในประเทศไทย) ถ้าบิดาเป็นนายทหารสัญญาบัตร หรือนายทหารประทวน ซึ่งมีสัญชาติไทยโดยกำเนิดแล้ว มารดา มิใช่ผู้มีสัญชาติไทยโดยกำเนิดก็ได้                       
                         4 มีรูปร่าง ลักษณะท่าทาง ขนาดของร่างกาย และอวัยวะ เหมาะสมแก่การเป็นทหารไม่เป็นโรค และความพิการของร่างกาย ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ออกตามความในพระราชบัญญัติรับราชการทหาร และระเบียบกองทัพอากาศว่าด้วยมาตรฐานการตรวจทางแพทย์ของบุคคลที่สมัครเข้าเป็นนักเรียนจ่าอากาศ พ.ศ.2511
                          5 ไม่เคยมีภรรยาไม่ว่าจะถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ก็ตาม                       
                          6 ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว                       
                          7 ไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรม                       
                          8 ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างเป็นผู้ต้องหาหรือเป็นจำเลยในคดีอาญาและไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ความผิดลหุโทษ หรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท                       
                          9 ไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างพักราชการเนื่องจากความผิด หรือหนีราชการ หรือไม่เคยเป็นผู้ถูกปลดเพราะความผิด หรือถูกไล่ออกจากราชการ หรือถูกไล่ออกจากโรงเรียนทหารของกระทรวงกลาโหมหรือสถาบันการศึกษาใดๆ                      
                          10 ไม่เป็นผู้ติดยาเสพติดให้โทษ หรือสารเสพติดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ                                                   11 ไม่เป็นผู้อยู่ในสมณเพศ                      
                          12 เป็นผู้ได้รับอนุญาตจากบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง ให้สมัครเข้าเป็นนักเรียนจ่าอากาศ                                 13 ไม่เป็นผู้มีรอยสักใดๆ ที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย
            2. หลักสูตรโรงเรียนจ่าอากาศ 2 ปี ผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้                      
                           1 เป็นชายโสด อายุไม่ต่ำกว่า 17 ปี และไม่เกิน 20 ปี ในปีที่จะเข้าเป็นนักเรียนจ่าอากาศ(นับตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 คือ ปี พ.ศ.ปัจจุบัน ลบด้วย ปี พ.ศ.ที่เกิด)                       
                           2 คุณวุฒิสำเร็จการศึกษาหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย ของกระทรวงศึกษาธิการ หรือเทียบเท่าและมีผลการศึกษาคะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร ไม่ต่ำกว่า 2.00                      
                           3 มีสัญชาติไทย และบิดา มารดาผู้ให้กำเนิด มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด (เกิดในประเทศไทย) ถ้าบิดาเป็นนายทหารสัญญาบัตร หรือนายทหารประทวน ซึ่งมีสัญชาติไทยโดยกำเนิดแล้ว มารดา มิใช่ผู้มีสัญชาติไทยโดยกำเนิดก็ได้                      
                           4 มีรูปร่าง ลักษณะท่าทาง ขนาดของร่างกาย และอวัยวะ เหมาะสมแก่การเป็นทหาร ไม่เป็นโรค และความพิการของร่างกายตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติรับราชการทหารและระเบียบกองทัพอากาศว่าด้วยมาตรฐานการตรวจร่างกายทางแพทย์ฯ                      
                            5 ไม่เคยมีภรรยาไม่ว่าจะถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ก็ตาม                      
                            6 ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว                        
                            7 ไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรม
                            8 ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างเป็นผู้ต้องหาหรือเป็นจำเลยในคดีอาญาและไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ความผิดลหุโทษ หรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท                      
                            9 ไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างพักราชการเนื่องจากความผิด หรือหนีราชการ หรือไม่เคยเป็นผู้ถูกปลดเพราะความผิด หรือถูกไล่ออกจากราชการ หรือถูกไล่ออกจากโรงเรียนทหารของกระทรวงกลาโหมหรือสถาบันการศึกษาใดๆ                     
                            10 ไม่เป็นผู้ติดยาเสพติดให้โทษ หรือสารเสพติดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ                                                   11 ไม่เป็นผู้อยู่ในสมณเพศ                     
                            12 เป็นผู้ได้รับอนุญาตจากบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง ให้สมัครเข้าเป็นนักเรียนจ่าอากาศ                     
                            13 ไม่เป็นผู้มีรอยสักใดๆ ที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย
                                  ** เหล่าต้นหน และอุตุ จะต้องจบม.6 แผนวิทย์-คณิต **
                                  ** หากจบแผนศิลป์ หรือปวช. หรืออื่นๆ จะเลือกได้เฉพาะเหล่าสารวัตร และอากาศโยธินเท่านั้น ** 
            3. หลักสูตรประกาศนียบัตรพยาบาลศาสตร์ระดับต้น 2 ปี ผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้                     
                             1 เป็นชายโสด อายุไม่ต่ำกว่า 17 ปี และไม่เกิน 20 ปี ในปีที่จะเข้าเป็นนักเรียนจ่าอากาศ(นับตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 คือ ปี พ.ศ.ปัจจุบัน ลบด้วย ปี พ.ศ.ที่เกิด)
                             2 คุณวุฒิสำเร็จการศึกษาหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย ของกระทรวงศึกษาธิการ หรือเทียบเท่า แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ (เคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์) และมีผลการศึกษาคะแนนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร ไม่ต่ำกว่า 2.00                    
                             3 มีสัญชาติไทย และบิดา มารดาผู้ให้กำเนิด มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด (เกิดในประเทศไทย)ถ้าบิดาเป็นนายทหารสัญญาบัตร หรือนายทหารประทวน ซึ่งมีสัญชาติไทยโดยกำเนิดแล้ว มารดา มิใช่ผู้มีสัญชาติไทยโดยกำเนิดก็ได้                   
                             4 มีรูปร่าง ลักษณะท่าทาง ขนาดของร่างกาย และอวัยวะ เหมาะสมแก่การเป็นทหารไม่เป็นโรค และความพิการของร่างกาย ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ออกตามความในพระราชบัญญัติรับราชการทหารและระเบียบกองทัพอากาศ ว่าด้วยมาตรฐานการตรวจร่างกายทางแพทย์ฯ                    
                             5 เป็นชายโสด และไม่เคยมีภรรยาไม่ว่าจะถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ก็ตาม             
                             6 ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว                   
                             7 ไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรม
                             8 ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างเป็นผู้ต้องหาหรือเป็นจำเลยในคดีอาญาและไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ความผิดลหุโทษ หรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท                   
                             9 ไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างพักราชการเนื่องจากความผิด หรือหนีราชการ หรือไม่เคยเป็นผู้ถูกปลดเพราะความผิด หรือถูกไล่ออกจากราชการ หรือถูกไล่ออกจากโรงเรียนทหารของกระทรวงกลาโหมหรือสถาบันการศึกษาใดๆ                   
                             10 ไม่เป็นผู้ติดยาเสพติดให้โทษ หรือสารเสพติดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ                                                    11 ไม่เป็นผู้อยู่ในสมณเพศ                   
                             12 เป็นผู้ได้รับอนุญาตจากบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง ให้สมัครเข้าเป็นนักเรียนจ่าอากาศ                   
                             13 ไม่เป็นผู้มีรอยสักใดๆ ที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย
ขนาดพิกัดร่างกาย

จำนวนรับ แต่ละปีรับจำนวนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับอัตราที่อนุมัติ เฉลี่ยประมาณ 220-250 นาย
การรับสมัคร
           1.  สมัครทางไปรษณีย์ ประมาณเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ โดยจะถือวันประทับตราไปรษณีย์ต้นทางเป็นสำคัญ (ซื้อระเบียบการหรือโหลดใบสมัครทาง อินเตอร์เน็ต http://www.atts.ac.th หรือ http://www.atts.rtaf.mi.th) 
           2.  สมัครด้วยตนเอง ที่อาคารรณนภากาศ โรงเรียนนายเรืออากาศ ถนนพหลโยธิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ โดยไม่ต้องเตรียมรูปถ่าย(ถ่ายรูปกับกองรับสมัคร) ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ (มีระเบียบการจำหน่าย)
           3. สมัครทางอินเตอ์เน็ต ประมาณเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ ทาง http://www.atts.ac.thหรือ http://www.atts.rtaf.mi.th)
การสอบคัดเลือก
              - การสอบรอบแรกภาควิชาการ ประมาณต้นเดือนมีนาคม วิชาที่สอบ  ได้แก่
                                - วิชาคณิตศาสตร์ 175 คะแนน
                                - วิชาภาษาอังกฤษ 150 คะแนน
                                - วิชาภาษาไทย 100 คะแนน
                                - วิชาวิทยาศาสตร์ 175 คะแนน
ตามหลักสูตรปัจจุบันของกระทรวงศึกษาธิการ
              - การสอบรอบสอง การสอบรอบสอง ประมาณต้นเดือนเมษายน  โดยมีรายละเอียดดังนี้
                                - การตรวจขนาดพิกัดความสมบูรณ์ของร่างกายรวมทั้งการตรวจโรคและความพิการที่ขัด ต่อการเป็นนักเรียนจ่าอากาศ  ผลการตรวจของคณะกรรมการที่กรมแพทย์ทหารอากาศแต่งตั้งในการตรวจครั้งนี้ถือ เป็นเด็ดขาด
                                - การทดสอบสุขภาพจิต(สอบความถนัดและวิภาววิสัย) เป็นการตรวจสอบลักษณะบุคลิกภาพ  แนวความคิด  อารมณ์  และจิตใจ ซึ่ง ผลการตรวจของคณะกรรมการในการตรวจถือเป็นเด็ดขาด
                                - การสอบความเหมาะสม  เป็นการสอบการสัมภาษณ์ ท่วงที – วาจา  เพื่อดูลักษณะท่าทาง  และความเหมาะสมในการเป็นทหาร  และความรู้ทั่วไปที่ควรทราบ (100 คะแนน)
                                            - การปฏิบัติตามคำสั่ง 20 คะแนน (ความเข้าใจคำสั่ง, ความรวดเร็ว,ความถูกต้อง, ความเข้มแข็ง และควบคุมอารมณ์)                                           
                                            - ลักษณะทหาร 20 คะแนน (ความสมส่วน, ความสมบูรณ์ส่วนบน,ความสมบูรณ์ส่วนล่าง, ลักษณะการเคลื่อนไหว และความเหมาะสมส่วนรวม)                                           
                                            - ท่วงทีวาจา 20 คะแนน (เสียงดัง, ไม่ติดอ่าง, ความชัดเจน, ความปกติของเสียงและความถูกต้องของภาษาพูด)                                           
                                            - ปฏิภาณไหวพริบ 20 คะแนน (ความคล่องแคล่วในการตอบ, ตัดสินใจรวดเร็วถูกต้อง, การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า, ความเชื่อมั่นในตนเอง และความคิดสร้างสรรค์)                                           
                                            - ความรู้รอบตัว 20 คะแนน (เกี่ยวกับตนเอง, การทหาร, กองทัพอากาศ, การเมืองและศาสนา, สังคม, วัฒนธรรม)
                                - การสอบพละศึกษาเป็นการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ดังนี้
                                             - สถานีที่ 1 ดึงข้อราวเดี่ยว (10 ครั้ง) 20 คะแนน
                                             - สถานีที่ 2 วิ่งระยะทาง 1,000 เมตร 20 คะแนน
                                             - สถานีที่ 3 ลุก-นั่ง จับเวลา 30 วินาที 20 คะแนน
                                             - สถานีที่ 4 ยืนอยู่กับที่กระโดดไกล 20 คะแนน
                                             - สถานีที่ 5 ว่ายน้ำ จับเวลา ระยะทาง 50 เมตร 20 คะแนน
                                 - การส่งเอกสารผลคะแนนเฉลี่ยรวม ที่ไม่ต่ำกว่า 2.00
สิทธิและประโยชน์ที่นักเรียนจ่าอากาศได้รับ
            1 ได้รับจ่ายสิ่งของจากราชการตามอัตราจ่ายที่ทางราชการกำหนด           
            2 ได้รับเบี้ยเลี้ยงวันละ 75 บาท (เบี้ยเลี้ยงกรณีไปราชการนอกที่ตั้งปกติวันละ 94.- บาท)           
            3 ได้รับเงินเดือนตามพระราชกฤษฎีกา การปรับอัตราเงินเดือนของข้าราชการทหารกองประจำการและนักเรียนทหารในสังกัดกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2554 ดังนี้                   
                       1 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพโรงเรียนจ่าอากาศ                           
                               - ชั้นปีที่ 1 รับเงินเดือน พ.1/10 เดือนละ 2,610 บาท                           
                               - ชั้นปีที่ 2 รับเงินเดือน พ.1/12 เดือนละ 2,890 บาท                           
                               - ชั้นปีที่ 3 รับเงินเดือน พ.1/13 เดือนละ 3,070 บาท                    
                        2 หลักสูตรประกาศนียบัตรพยาบาลศาสตร์ ระดับต้น                           
                               - ชั้นปีที่ 1 รับเงินเดือน พ.1/13 เดือนละ 3,070 บาท                           
                               - ชั้นปีที่ 2 รับเงินเดือน พ.1/14 เดือนละ 3,270 บาท
                        3 หลักสูตรโรงเรียนจ่าอากาศ                           
                               - ชั้นปีที่ 1 รับเงินเดือน พ.1/13 เดือนละ 3,070 บาท                           
                               - ชั้นปีที่ 2 รับเงินเดือน พ.1/14 เดือนละ 3,270 บาท
            4 โรงเรียนจ่าอากาศประกอบเลี้ยงอาหารทุกวัน วันละ 3มื้อ โดยใช้เงินเบี้ยเลี้ยงบางส่วนเป็นค่าอาหาร           
            5 ได้รับสิทธิ์ในการคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนทุน กองทัพอากาศ ศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมทหาร ในส่วนกองทัพอากาศ ตามหลักเกณฑ์ที่กองทัพอากาศกำหนด (อายุไม่เกิน 17 ปีบริบูรณ์ ในปีที่สมัครเป็นนักเรียนจ่าอากาศ = เฉพาะผู้สอบวุฒิม.3)
สิทธิประโยชน์เมื่อสำเร็จการศึกษา     
            นักเรียนจ่าอากาศทุกเหล่าทหาร เมื่อสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรจะได้รับการบรรจุเข้ารับราชการและแต่งตั้งยศเป็นจ่าอากาศตรี รับเงินเดือนตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการทหารและการให้ได้รับเงินเดือน พ.ศ.2549 ดังนี้                     
             1 สำเร็จหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพโรงเรียนจ่าอากาศ (วุฒิ ม.3) ศึกษา 3 ปี รับเงินเดือนเดือนละ 6,140 บาท                     
             2 สำเร็จหลักสูตรประกาศนียบัตรพยาบาลศาสตร์ ระดับต้น (วุฒิ ม.6) ศึกษา 2 ปี รับเงินเดือนเดือนละ 6,800 บาท                     
             3 สำเร็จหลักสูตรโรงเรียนจ่าอากาศ (วุฒิ ม.6 หรือเทียบเท่า) ศึกษา 2 ปี รับเงินเดือนเดือนละ 6,800 บาท                     
             4 สำเร็จหลักสูตรโรงเรียนจ่าอากาศ (วุฒิ ปวช.หรือเทียบเท่า) ศึกษา 2 ปี รับเงินเดือนเดือนละ 7,460 บาท                      
             อัตราเงินเดือนดังกล่าว เป็นไปตามบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการทหาร ทหารกองประจำการ และนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม ท้ายพระราชกฤษฎีกา การปรับอัตราเงินเดือนของข้าราชการฯ
ความก้าวหน้าในอาชีพ
             1 การศึกษา, ฝึกงาน หรือดูงานทั้งในและต่างประเทศผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนจ่าอากาศทุกเหล่าทหาร เมื่อรับราชการครบ 2 ปี มีสิทธิ์สมัครสอบคัดเลือกไปศึกษา ฝึกงาน หรือดูงานทั้งใน และต่างประเทศ ตามที่ทางราชการกำหนด             
              2 เลื่อนฐานะเป็นนายทหารสัญญาบัตร ผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนจ่าอากาศ เมื่อมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ทางราชการกำหนดมีสิทธิ์สอบเลื่อนฐานะเป็นนายทหารสัญญาบัตร ตามความต้องการบรรจุกำลังพลในแต่ละปี (ครองยศพันจ่าอากาศเอก มีอายุ 36-39 ปี) ทั้งนี้ยังมีสิทธิสอบแข่งกับบุคคลพลเรือนในการสอบของบุคคลภายนอกประจำปีงบประมาณด้วย 
ความก้าวหน้าในแต่ละเหล่า
            1. หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพโรงเรียนจ่าอากาศ 3 ปี ได้แก่
                      - ช่างอากาศ สามารถสอบคัดเลือกไปศึกษาดูงานต่างประเทศ สอบเลื่อนฐานะเป็นนายทหารสัญญาบัตร สามารถออกไปปฏิบัติงานสายการบินพาณิชย์ได้   หรือถ้าได้ทำงานบนอากาศยานจะได้รับเงินเพิ่ม 4,200 บาทต่อเดือน

ข้อมูลดีๆจาก http://www.iqcentre.org

เส้นทางสู่นายสิบทหารบก


เส้นทางสู่นายสิบทหารบก

การสอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก และนักเรียนนายสิบเหล่าทหารราบ

          โรงเรียนนายสิบทหารบก เป็นสถาบันที่ผลิตนายทหารชั้นประทวนให้กับกองทัพบก มี ระยะเวลาการศึกษา 1 ปี  โดย 6 เดือนแรกจะเน้นศึกษาวิชาทหารแต่ก็จะมีวิชาการเล็กๆน้อยๆที่ร.ร.นายสิบทหารบก หลังจากนั้นจึงจะให้นักเรียนนายสิบเลือกเหล่าที่ตนเองต้องการศึกษาตามลำดับคะแนนของ 6 เดือนแรก เพื่อแยกศึกษาต่อที่ร.ร.เหล่าใน 6 เดือนหลังและบรรจุหลังจบการศึกษา แบ่งออกเป็นจำนวน  13  เหล่า  ดังนี้
            1. เหล่าทหารราบ                    
            2. เหล่าทหารม้า                    
            3. เหล่าทหารปืนใหญ่
            4. เหล่าทหารช่าง                     
            5. เหล่าทหารสื่อสาร             
            6. เหล่าทหารขนส่ง
            7 เหล่าทหารสรรพาวุธ          
            8. เหล่าทหารพลาธิการ         
            9. เหล่าทหารการเงิน
            10. เหล่าทหารสารวัตร             
            11. เหล่าทหารแพทย์               
            12. เหล่าทหารการสัตว์
            13. เหล่าทหารการข่าว
ประเภทบุคคลที่จะรับสมัคร
          1. บุคคลพลเรือน เพศชาย อายุ 17-22 ปี (รับทั้งผู้เรียนนศท.และไม่เรียนนศท.)
          2. ทหารกองประจำการ (ทุกผลัด) ในสังกัดกองทัพบก (ไม่ต้องรอปลดประจำการ) อายุไม่เกิน 24 ปี
          3. พลทหารประจำการ ( พลอาสาสมัคร ) เพศชาย ในสังกัดกองทัพบก อายุไม่เกิน 24 ปี
          4. อาสาสมัครทหารพราน เพศชาย ในส่วนของกองทัพบก อายุไม่เกิน 24 ปี
คุณสมบัติของผู้สมัคร  
          1. สำเร็จการศึกษา มัธยมศึกษาศึกษาตอนปลาย (ม.6)  สายสามัญ สายอาชีพ หรือเทียบเท่า ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ และผู้ที่กำลังรอผลการศึกษา
          2. เป็นชายไทย  อายุตั้งแต่ 17 ปี ถึง 22 ปี ( ปีที่สมัครลบปีพ.ศ.เกิด )   ไม่รับสมัครผู้ที่มีอายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ ซึ่งต้องเข้ารับการตรวจเลือกทหารกองประจำการ และผู้ที่ขอผ่อนผันทุกกรณี     ยกเว้นผู้ที่สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรการฝึกวิชาทหาร ตั้งแต่ชั้นปีที่ 3  (รด.ปี 3) ขึ้นไป  ซึ่งต้องมีหลักฐานใบสำคัญ หรือหากเป็นทหารกองหนุนต้องมีใบกองหนุน (สด.8)  หรือ ใบรับรองผลการตรวจเลือกฯ (สด.43)  มาแสดงต่อกรรมการรับสมัคร
         3. ทหารกองประจำการ, พลทหารประจำการ (พลอาสาสมัคร) และ อาสาสมัครทหารพราน ในส่วนของกองทัพบก มีอายุไม่เกิน 24 ปี (ถ้าสมัครนักเรียนนายสิบเหล่าทหารราบจะต้องประจำการมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ปี)
         4. มีสัญชาติไทยและบิดา มารดา มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด แต่ถ้าบิดาเป็นนายทหารสัญญาบัตรหรือนายทหารประทวน ซึ่งมีสัญชาติไทยโดยกำเนิดแล้ว มารดาจะมิใช่เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยกำเนิดก็ได้
          5. มีอวัยวะ รูปร่าง ลักษณะท่าทาง และขนาดของร่างกายเหมาะแก่การเป็นทหาร ไม่เป็นโรคตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร
          6. เป็นชายโสด ไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรม ไม่เป็นผู้ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว
          7. ไม่อยู่ในสมณะเพศ
          8. ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างเป็นจำเลยในคดีอาญา และไม่เคยต้องคำพิพากษาโทษจำคุก  เว้นแต่ความผิดในลักษณะลหุโทษ  หรือ ความผิดอันได้กระทำโดยประมาท
          9. ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างพักราชการเนื่องจากความผิด หรือหนีราชการ
          10. ไม่เป็นผู้ถูกปลดเพราะความผิด หรือถูกไล่ออกจากราชการ
          11 ไม่เคยทุจริตในการสมัครสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนนายสิบทหารบกมาก่อน
          12. ต้องได้รับอนุญาตจาก บิดา มารดา หรือผู้ปกครอง ให้สมัครเข้าเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก
          13. ไม่เป็นผู้เสพยาเสพติดหรือสารเคมีเสพติดให้โทษ   
          14. ต้องว่ายน้ำได้เป็นระยะทางไม่น้อยกว่า 25 เมตร
          15. ต้องผ่านขั้นตอนการตรวจโรค ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ตามเกณฑ์ที่กำหนด
          16. ไม่เป็นผู้ที่ต้องเข้ารับการตรวจเลือกเป็นทหารกองประจำการ ตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497  ในปีที่สมัครสอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก
พิกัดขนาดร่างกาย
โรคและความพิการที่ขัดต่อการเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก
            1 ร่างกายผิดปกติ หรือวิกลรูปหรือพิการ
                   1 หน้าผิดรูปจนดูน่าเกลียดอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
                             - อัมพาตที่หน้า ( Facial paralysis)
                             - เนื้อกระตุก ( Tics)
                             - แผลเป็นหรือปานที่หน้า มีเนื้อที่ตั้งแต่ 1.5ตารางนิ้วขึ้นไปหรือมีความยาวมากจนดูน่าเกลียด
                             - เนื้องอก ( Benign neoplasm) ที่หน้ามีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 5 ซ.ม.ขึ้นไป
                    2 ปากผิดรูปจนดูน่าเกลียด เช่น แหว่ง หรือผิดรูปจนพูดไม่ชัด
                    3 ช่องปากผิดรูป หรือผิดปกติจนพูดไม่ชัด
                    4 ซอกคอหรือซอกรักแร้ติดกัน
                    5 แขน หรือ ขา
                               - ยาวไม่เท่ากัน หรือผิดรูปจนมองเห็นได้ชัด
                               - โค้งเข้าหรือออก
                               -  ลีบหรือบิดเก
                     6 มือ หรือ เท้า
                               - ลีบหรือบิดเก
                               - เท้าปุก
                      7 นิ้วมือ หรือ นิ้วเท้า
                               - บิดเกและทำงานไม่ถนัด
                               - ด้วนถึงโคนเล็บ
                               - มีจำนวนเกินกว่าหรือน้อยกว่าปกติ
                               - ช่องว่างระหว่างนิ้วหรือนิ้วเท้าติดกัน
                      8 คนเผือก
            2 กระดูกและกล้ามเนื้อ
                      1 ข้อติด ( Ankylosis) หรือหลวมหลุดง่าย
                      2 ข้ออักเสบจนกระดูกเปลี่ยนรูป
                      3 คอเอียงหรือแข็งทื่อจากกระดูกหรือกล้ามเนื้อพิการ
                      4 กระดูกสันหลังคด หรือโก่ง หรือแอ่นจนเห็นได้ชัด
                      5 กระดูกอักเสบ ( Osteomyelitis )
                      6 กล้ามเนื้อเหี่ยวลีบหรือหดสั้น ( Atrophy or contracture )              
             3 ผิวหนัง
                       1 โรคผิวหนังเรื้อรังซึ่งยากต่อการรักษาหรือเป็นที่น่ารังเกียจ
                       2 แผลเป็น ไฝ ปาน ที่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย มีขนาดตั้งแต่ 1.5 นิ้ว x 1.5 นิ้ว ขึ้นไปหรือมากจนดูน่าเกลียด
                       3 มีรอยสักบนส่วนต่างๆของร่างกาย
                       4 เนื้องอกเล็ก ๆ เป็นปุ่ม ๆ ที่ผิวหนังทั้งร่างกาย ( Molluscum  fibrosum )
                       5 ฝังมุก
              4 ตา
                        1 สายตาผิดปกติ แม้เพียงข้างเดียวโดยที่แก้ไขให้เป็น Spherical  Equivalent แล้ว  เกินกว่า 1.5 ไดออปเตอร์ Spherical Equivalent นั้นมีความหมายว่าในการตรวจสอบสายตานั้น ถือ  สายตาสั้นหรือยาวเป็นสำคัญ ถ้ามีสายตาเอียงร่วมด้วยจะแก้สายตาเอียงนั้นให้เป็นสายตาสั้นหรือยาว คือทำให้เป็น Spherical Equivalent ถ้าแก้สายตาสั้นหรือยาวนั้นมากกว่า 1.5 ไดออปเตอร์ ก็ถือว่าไม่สามารถเป็นนักเรียนนายสิบทหารบกได้
                         2 บอดสี
                         3 ตาเหล่ ( Squint ) จนปรากฎชัด
                         4 ลูกตาสั่น ( Nystagmus )
                         5 แก้วตาขุ่น ( Cataract )
                         6 กระจกตาขุ่น ( Opacity of cornea )      
                         7 กระจกตาอักเสบเรื้อรัง ( Chronic interstitial keratitis )
                         8 หนังตาแหว่งจนเสียรูป
                         9 หนังตาตก
                         10 หนังตาม้วนเข้า ( Entropion ) หรือหนังตาม้วนออก ( Ectropion )
                         11 ช่องหนังตา ( Palpebral fissure ) กว้างไม่เท่ากันจนดูน่าเกลียด
                         12 ต้อหิน
            5 หู คอ จมูก
                         1 ใบหูผิดรูปหรือผิดขนาดจนปรากฏชัด
                         2 ช่องหูมีหนองเรื้อรัง
                         3 แก้วหูทะลุ
                         4 การได้ยินเสียงผิดปกติ
                         5 โรคหรือความพิการใด ๆ ที่ทำให้เสียงผิดปกติ
                         6 เพดานโหว่ หรือเพดานสูงจนพูดไม่ชัด              
                         7 จมูกผิดรูปจนดูน่าเกลียด เช่น บี้ หรือแหว่ง
                         8 ริดสีดวงจมูก ( Nasal polyp
                         9 ต่อมทอลซิลอักเสบเรื้อรังและโตมาก (ในวันตรวจเพื่อรับเข้าเป็นนักเรียนนายสิบ )
                         10 พูดติดอ่าง
            6 ฟัน
                          1 มีฟันไว้เคี้ยวอาหารได้ไม่ครบตามหลักเกณฑ์ คือ กำหนดฟันกราม ( Molars )และฟันกรามน้อย ( Premolars )อย่างน้อยข้างบน 6 ซี่ และข้างล่าง 6 ซี่ ฟันหน้า ( Incisors and canines )ข้างบน 4 ซี่ ข้างล่าง 4 ซี่ ฟันที่ถอนไปแล้วหากได้รับการใส่เรียบร้อยมั่นคงหรือด้วยวิธีทำสะพาน ( Bridge )จึงให้นับเป็นจำนวนซี่ได้ ฟันตามจำนวนดังกล่าวข้างต้นนั้นจะต้องไม่มีลักษณะดังนี้
                                      - ฟันที่เป็นรูผุที่ไม่ได้รับการอุด หรืออุดด้วยวัตถุที่ไม่ถาวร
                                      - ฟันที่อุดหรือทำครอบไม่เรียบร้อย
                                      - ฟันน้ำนม
                                      - ฟันตาย เว้นแต่คลองประสาทได้รับการอุดที่ถูกต้องแล้ว
                                      - ฟันยาวผิดปกติ หรือขึ้นผิดที่ หรือเกจนไม่สามารถที่จะจัดให้สบกันได้กับฟันธรรมดาหรือฟันปลอม
                                      - มีการทำลายอย่างรุนแรงของอวัยวะที่รองรับตัวฟัน เช่น กระดูก เหงือก   เยื่อหุ้มรากฟัน
                           2 มีช่องว่างระหว่างฟันหน้าห่างจนดูน่าเกลียด
                           3 การสบของฟันที่ผิดปกติอย่างมากจนทำให้ใบหน้าผิดรูป หรือการเคี้ยวอาหารธรรมดาไม่ได้ผล
                           4 ถุงน้ำ ( Cysts ) การอักเสบที่เรื้อรัง หรือโรคเหงือกอักเสบอย่างรุนแรง หรือพยาธิสภาพอื่นๆ ในปาก เช่น ฟันคุด ฟันที่ยังไม่ขึ้น หรือฟันที่ขึ้นผิดที่ซึ่งสภาพการเช่นนี้ อาจทำให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะข้างเคียงหรือสุขภาพของผู้สมัคร
            7 หัวใจและหลอดเลือด
                            1 หัวใจพิการแต่กำเนิด ( Congenital heart disease )
                            2 ลิ้นหัวใจพิการ
                            3 หัวใจวายและมีเลือดคั่ง ( Congestive heart failure )
                            4 การเต้นของหัวใจผิดปกติ เร็วกว่า 100 ครั้ง/นาที หรือช้ากว่า 50 ครั้ง/นาที
                            5 อนิวริซึมของหลอดเลือดใหญ่
                            6 หลอดเลือดดำขอดที่ขาหรือแขน ซึ่งเป็นมากจนเห็นได้ชัด
            8 ระบบหายใจ
                            1 วัณโรคปอด ( Pulmonary tuberculosis )
                            2 หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ( Chronic bronchitis )
                            3 หลอดลมขยายพอง ( Bronchiectasis )
                            4 หืดหลอดลม
                            5 มีน้ำหรือหนอง หรือลมในช่องเยื่อหุ้มปอด
                            6 หลอดลมอักเสบซึ่งกำลังปรากฏอาการฟังได้ชัดเจน
            9 ระบบทางเดินอาหาร
                           1 ตับแข็ง ( Cirrhosis of liver )
                           2 ฝีที่ตับ ( Abscess of liver)
                           3 ดีซ่าน ( Jaundice )
                           4 ริดสีดวงทวารหนักที่เห็นได้ชัด
                           5 ฝีคัณฑสูตร ( Perianal abscess )
                           6 ไส้เลื่อน
            10 ระบบทางเดินปัสสาวะ อวัยวะสืบพันธุ์ รวมทั้งกามโรค
                           1 ไตอักเสบเรื้อรัง 
                           2 ไตพองเป็นถุงน้ำ ( Hydronephosis or polycysfic Kidney  )
                           3 ไตพองเป็นถุงหนอง ( Pyonephrosis )
                           4 นิ่วในไตจนทำให้ไตเสื่อมสมรรถภาพอย่างถาวร ( Renal calculus with permanent impairment of renal function )
                           5 กล่อนน้ำ ( Hydrocele )
                           6 หลอดเลือดดำขอดที่ถุงอัณฑะ ( Varicocele )
                           7 กะเทย ( Hermaphrodism )
                           8 กามโรคที่ปรากฏอาการอย่างหนึ่งอย่างใด
            11 ระบบจิตประสาท
                           1 โรคจิต  ( Psychosis  )
                           2 อัมพาต  หรือการเคลื่อนไหวผิดปกติ
                           3 โรคลมชัก  ( Epilepsy )
                           4 ปัญญาอ่อน ( Mental deficiency )
                           5 ใบ้ 
            12  ระบบต่อมไร้ท่อ
                            1 โรคคอพอก  ( Simple goiter  )
                            2 ธัยโรทอกธิโคซิส
                            3 มิกซิเดมา   ( Myxedema )
                            4 เบาหวาน ( Diabetes mellitus )
                            5 โรคอ้วนพี ( Obesity )
            13 โรคของเลือดและอวัยวะก่อกำเนิดเลือด ( disease of blood and blood forming organ  ) ผิดปกติอย่างถาวรและอาจเป็นอันตราย
            14 โรคติดเชื้อหรือโรคเกิดจากปาราสิต ( Infectious and parasitic disease )
                            1 โรคเรื้อน
                            2 โรคเท้าช้างที่ปรากฏอาการ
                            3 วัณโรคของอวัยวะอื่น
                            4 โรคคุดทะราด หรือ รองพื้น  ( Yaws )
                            5 โรคติดต่ออันตราย
            15 เนื้องอก
                             1 เนื้องอกไม่ร้าย ( Benign neoplasm ) ที่มีขนาดใหญ่
                             2 เนื้องอกร้าย ( Malignant neoplasm ) ไม่ว่าจะเป็นแก่อวัยวะใด
             16 โรคพิษสุราเรื้อรังหรือติดยาเสพติดให้โทษ
             17 โรคหรือความพิการใด ๆ ซึ่งมิได้ระบุไว้ แต่คณะกรรมการแพทย์เห็นว่าไม่สมควรรับเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก
             18 โรคเอดส์
คะแนนเพิ่มพิเศษสำหรับผู้สมัคร
          1. ผู้สำเร็จหลักสูตรการฝึกวิชาทหารชั้นปีที่ 1 ถึงชั้นปีที่ 5
          2. บุตรของผู้ที่ได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มกล้าหาญ หรือเหรียญกล้าหาญ
          3. บุตรของทหาร ข้าราชการ หรือคนงาน  ซึ่งต้องประสบอันตรายถึงทุพพลภาพ  ในขณะปฏิบัติราชการในหน้าที่  หรือถูกประทุษร้ายเพราะเหตุกระทำการตามหน้าที่  หรือต้องบาดเจ็บถึงตายเพราะเหตุนั้น  ซึ่งได้รับบำเหน็จบำนาญพิเศษ  ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ  หรือได้รับเงินค่าทำขวัญตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยคนงาน
          4. บุตรของทหาร ข้าราชการ หรือคนงาน ซึ่งได้กระทำหน้าที่ในระหว่างเวลาที่มีการรบ หรือสงคราม  หรือ มีการปราบปรามการจลาจล  หรือในระหว่างที่มีพระบรมราชโองการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งมีสิทธิได้นับเวลาราชการเป็นทวีคูณตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
          5. นักกีฬาทีมชาติ  นักกีฬาทีมเขต (กีฬาแห่งชาติ)       นักกีฬาทีมเยาวชนแห่งชาติ นักกีฬาเขตการศึกษา  นักกีฬาทีมสโมสร ( เฉพาะถ้วย ก. )   และนักกีฬากองทัพบก    ซึ่งออกให้โดย   คณะกรรมการบริหารโอลิมปิกแห่งชาติ    การกีฬาแห่งประเทศไทย    กรมพลศึกษา    สมาคมการกีฬาแต่ละประเภท    หรือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนากีฬากองทัพบก
          6. ทหารกองประจำการที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการสนาม  ไม่น้อยกว่า    ๑๒๐  วัน ก่อนวันที่จะสมัครเข้ารับการสอบคัดเลือก
จำนวนที่รับ 
          1. บุคคลพลเรือน 1188 นาย
          2. กองหนุน/พลอาสาสมัคร/ทหารกองประจำการ/อาสาสมัครทหารพราน 792 นาย
          3. นักเรียนนายสิบเหล่าทหารราบ 600 นาย
กำหนดการรับสมัคร  จะเริ่มจำหน่ายระเบียบการประมาณเดือน ธ.ค. และจะเริ่มรับสมัครประมาณปลายเดือน ม.ค. โดยการรับสมัครจะมีคณะกรรมการไปรับสมัครทั้งส่วนภูมิภาคและส่วนกลาง ดังนี้
          - กองทัพภาคที่ 3 จ.พิษณุโลก
          - กองทัพภาคที่ 2 จ.นครราชสีมา
          - มทบ.24 จ.อุดรธานี
          - กองทัพภาคที่ 4 จ.นครศรีธรรมราช
          - กรมยุทธศึกษาทหารบก กทม.
วิชาที่สอบ
          - ภาควิชาการ รอบแรกสอบ 4 วิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ
          - ภาคพลศึกษา รอบที่สอง ได้แก่
                        - ทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย (ต้องผ่านเกณฑ์ต่ำสุดทุกสถานี และรวมกันเกิน 50%)
                                    - ดึงข้อ เกณฑ์ขั้นต่ำ 3 ครั้ง เกณฑ์50% 7 ครั้ง เกณฑ์100% 15 ครั้ง
                                    - ดันพื้น(2นาที) เกณฑ์ขั้นต่ำ 10 ครั้ง เกณฑ์50% 34 ครั้ง เกณฑ์100% 84 ครั้ง
                                    - ลุกนั่ง(30วินาที) เกณฑ์ขั้นต่ำ 11 ครั้ง เกณฑ์50% 21 ครั้ง เกณฑ์100% 38 ครั้ง
                                    - วิ่ง1,000ม. เกณฑ์ขั้นต่ำ 4.45 นาที เกณฑ์50% 4.15 นาที เกณฑ์100% 3.25 นาที
                        - ว่ายน้ำ 25 เมตร ภายใน 2 นาที
                        - ตรวจโรค ประวัติิอาชญากรรม สัมภาษณ์ ความสมบูรณ์ของร่างกาย
สิทธิประโยชน์ของนักเรียนนายสิบทหารบก
          1. ไม่เสียค่าใช้จ่าย (ยกเว้นค่าใช้จ่ายส่วนตัว)
          2. ได้รับการแจกจ่ายเครื่องแบบ และเครื่องใช้ส่วนตัว ตลอดการศึกษา
          3. ได้รับเบี้ยเลี้ยงวันละ 75 บาท (เป็นค่าอาหารที่ร.ร.)
          4. ได้รับเงินเดือน เดือนละ 3,070 บาท
สิทธิเมื่อจบการศึกษา
          1. บรรจุเข้ารับราชการและแต่งตั้งยศเป็น สิบตรี รับเงินเดือนระดับ ป.1 ชั้น 6 จำนวน 6,140 บาท
          2. ผู้มีผลการศึกษาดี มีคะแนนเฉลี่ยตั้งแต่ 3.50 และคะแนนรายวิชาไม่ต่ำกว่า 3.00 มีความประพฤติเรียบร้อย คะแนนความประพฤติตั้งแต่ร้อยละ 80 ขึ้นไปถ้านักเรียนผู้นั้นสมัครใจ ให้ได้รับสิทธิ์เข้าศึกษาในโรงเรียนเตรียมทหารหรือโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ทั้งนี้ จำนวนและหลักเกณฑ์การพิจารณาให้เป็นไปตามที่กองทัพบกกำหนดหากผู้ได้รับการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวสละสิทธิ์ หรือไม่สามารถเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนเตรียมทหารหรือโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าได้ ให้ผู้ที่สอบได้ลำดับรองลงไปที่มีคุณสมบัติดังกล่าวข้างต้นได้รับสิทธิ์ในโรงเรียนเตรียมทหารหรือโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าแทน โดยให้โรงเรียนนายสิบทหารบกเป็นผู้พิจราณาคัดเลือกแล้วรายงานกรมยุทธศึกษาทหารบก (ปัจจุบันคือ 18 นาย) 
          3. เมื่อรับราชการครบ 6 ปี และมีวุฒิปริญญาตรีตามที่กองทัพต้องการ สามารถสอบเลื่อนฐานะเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรได้



ข้อมูลดีๆจาก http://www.iqcentre.org/

เส้นทางสู่ทหาร


เส้นทางสู่ทหาร

กองบัญชาการกองทัพไทย
           จบม.3       ---> สอบเข้าโรงเรียนช่างฝีมือทหาร ในส่วนของภาคปกติ โดยกำหนดอายุผู้สมัครระหว่าง 15-18 ปี จะรับเพศชายจำนวน 250 - 300 นาย เมื่อจบการศึกษาหลักสูตร 3 ปี จะได้รับวุฒิปวช.ตามสาขาช่างที่เลือกศึกษา และแต่งตั้งยศเป็นสิบตรี บรรจุทำงานในกองทัพไทยส่วนหนึ่ง คือ หน่วยทหารพัฒนา (ยังมีโควต้าของกองทัพบก และกองทัพเรืออีกส่วนหนึ่ง ซึ่งจะเลือกหลังจบการศึกษาตามคะแนนสอบ)   
                            ---> สอบบรรจุในตำแหน่ง พลขับรถ(เฉพาะชาย) เสมียน ตามปีงบประมาณ โดยกำหนดอายุของผู้สมัครระหว่าง 18-30 ปี รับทั้งเพศชายและหญิง การรับสมัครประมาณเดือน ก.พ. - มี.ค. ทุกๆปี   
           จบม.6       ---> สอบเข้าโรงเรียนแผนที่ทหาร โดยกำหนดคุณสมบัติ คือ จบม.6 แผนวิทย์ - คณิต เกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2.20 มีอายุระหว่าง 17-20 ปี จะรับเพศชายจำนวน 40 - 45 นาย เมื่อจบการศึกษาหลักสูตร 2 ปี จะได้รับวุฒิปวส.สาขาช่างสำรวจ และแต่งตั้งยศเป็นสิบตรี บรรจุทำงานในกองทัพไทยส่วนหนึ่ง คือ กรมแผนที่ทหาร และหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ยังมีโควต้าของกองทัพอากาศ 1 นาย ซึ่งจะเลือกหลังจบการศึกษาตามคะแนนสอบ)   ** น่ารู้ **   นักเรียนนายสิบแผนที่ ที่สอบได้ที่ 1 ได้คะแนนเฉลี่ยตั้งแต่ 3.00 ขึ้นไป และมีคะแนนความประพฤติดี จะได้โควต้าเข้าเรียนที่ร.ร.เตรียมทหาร และร.ร.นายร้อยจปร.
                             ---> สอบเข้าโรงเรียนชุมพลทหารเรือ โดยกำหนดคุณสมบัติ คือ จบม.6 แผนวิทย์ - คณิต มีอายุระหว่าง 17-20 ปี จะรับเพศชายจำนวน 3 นาย เมื่อจบการศึกษาหลักสูตร 2 ปี จะได้รับการแต่งตั้งยศเป็นสิบตรี บรรจุทำงานในกองทัพไทย
                            ---> สอบบรรจุในตำแหน่ง พลขับรถ(เฉพาะชาย) เสมียน ตามปีงบประมาณ โดยกำหนดอายุของผู้สมัครระหว่าง 18-30 ปี รับทั้งเพศชายและหญิง การรับสมัครประมาณเดือน ก.พ. - มี.ค. ทุกๆปี    
             จบปวช.   ---> สอบเข้าโรงเรียนชุมพลทหารเรือ โดยกำหนดคุณสมบัติ คือ ปวช.สาขาช่างอิเล็กทรอนิกส์ มีอายุระหว่าง 17-20 ปี จะรับเพศชายจำนวน 3 นาย เมื่อจบการศึกษาหลักสูตร 2 ปี จะได้รับการแต่งตั้งยศเป็นสิบตรี บรรจุทำงานในกองทัพไทย
                              ---> สอบบรรจุชั้นประทวน (สิบตรี จ่าตรี จ่าอากาศตรี) ตามปีงบประมาณ โดยกำหนดอายุของผู้สมัครระหว่าง 18-30 ปี รับทั้งเพศชายและหญิง สำหรับสาขาที่รับสมัครเป็นประจำ คือ บัญชี การเงินการธนาคาร การตลาด การขาย พณิชยการและบริหารธุรกิจทุกสาขา คอมพิวเตอร์ ช่างอิเล็กทรอนิกส์ ช่างยนต์ ช่างโยธา ช่างก่อสร้าง ช่างไฟฟ้า การรับสมัครประมาณเดือน ก.พ. - มี.ค. ทุกๆปี  
             จบปวส.   ---> สอบบรรจุชั้นประทวน (สิบตรี จ่าตรี จ่าอากาศตรี) ตามปีงบประมาณ โดยกำหนดอายุของผู้สมัครระหว่าง 18-30 ปี รับทั้งเพศชายและหญิง สำหรับสาขาที่รับสมัครเป็นประจำ คือ บัญชี การเงินการธนาคาร การตลาด การขาย พณิชยการและบริหารธุรกิจทุกสาขา คอมพิวเตอร์ ช่างอิเล็กทรอนิกส์ ช่างยนต์ ช่างโยธา ช่างก่อสร้าง ช่างไฟฟ้า การรับสมัครประมาณเดือน ก.พ. - มี.ค. ทุกๆปี  โดยกรมกำลังพลทหาร  
              จบป.ตรี    ---> สอบบรรจุชั้นสัญญาบัตร (ร้อยตรี เรือตร เรืออากาศตรี) ตามปีงบประมาณ โดยกำหนดอายุของผู้สมัครระหว่าง 18-35 ปี รับทั้งเพศชายและหญิง สำหรับสาขาที่รับสมัครเป็นประจำ คือ บัญชี การเงิน การธนาคาร วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ไฟฟ้า เครื่องกล อิเล็กทรอนิกส์ และวิทยาการคอมพิวเตอร์ การรับสมัครประมาณเดือน ก.พ. - มี.ค. ทุกๆปี โดยกรมกำลังพลทหาร  
กองทัพบก
            จบม.3     ---> สอบเข้าโรงเรียนดุริยางค์ทหารบก โดยกำหนดอายุผู้สมัครระหว่าง 15-18 ปี และต้องมีความสามารถทางดนตรีทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ (ส่วนใหญ่จะเป็นด้านวงโยธาวาทิต ดุริยางค์ และเครื่องสาย) จะรับเพศชายจำนวน 35 นาย และเพศหญิงจำนวน 5 นาย เมื่อจบการศึกษาหลักสูตร 3 ปี จะได้รับวุฒิปวช.ดนตรี และแต่งตั้งยศเป็นสิบตรี บรรจุทำงานตามกองดุริยางค์ทั่วประเทศ
                           ---> สอบเข้าโรงเรียนช่างฝีมือทหาร ในส่วนของภาคปกติ โดยกำหนดอายุผู้สมัครระหว่าง 15-18 ปี จะรับเพศชายจำนวน 250 - 300 นาย เมื่อจบการศึกษาหลักสูตร 3 ปี จะได้รับวุฒิปวช.ตามสาขาช่างที่เลือกศึกษา และแต่งตั้งยศเป็นสิบตรี บรรจุทำงานในกองทัพบกส่วนหนึ่ง (ยังมีโควต้าของกองทัพไทย และกองทัพอากาศอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งจะเลือกหลังจบการศึกษาตามคะแนนสอบ)     
                            ---> สอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร เหล่าทหารบก (สมัครผ่านร.ร.นายร้อยพระจุลจอมเกล้า) โดยกำหนดอายุผู้สมัครระหว่าง 14-17 ปี จะรับเพศชายจำนวน 220 นาย เมื่อจบการศึกษาหลักสูตร 3 ปีจากร.ร.เตรียมทหารแล้ว จะได้รับวุฒิม.6 สายวิทย์ - คณิต และเข้าเรียนต่อปริญญาตรีที่ร.ร.นายร้อยพระจุลจอมเกล้าโดยไม่ต้องสอบคัดเลือกอีก เมื่อเรียนจบ 4 ปี จะได้รับการแต่งตั้งยศเป็นร้อยตรี บรรจุทำงานในกองทัพบก โดยส่วนหนึ่งจะได้รับคัดเลือกเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนการบินทหารบก เพื่อเป็นนักบินของกองทัพบก ** น่ารู้ **  นักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 1 ที่มีผลการเรียนดีจะได้รับทุนไปศึกษาที่ร.ร.นายเรือต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สเปน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เกาหลี               
                            ---> เส้นทางนี้สำหรับผู้ชายเท่านั้น โดยขั้นตอนแรกจะต้องเรียนนศท.ปี 3 เป็นอย่างน้อย หรือหากไม่ได้เรียนก็ต้องเคยเป็นทหารกองประจำการมาก่อน(ทหารเกณฑ์) ซึ่งเรียกบุคคลเหล่านี้ว่า "ทหารกองหนุน" เมื่อปลดเป็นกองหนุนเรียบร้อยจะมีการรับสมัครของหน่วยทหารต่างๆโดยตรง ซึ่งก็มีทั้งหน่วยรบ(เฉพาะอดีตทหารเกณฑ์ในเหล่าราบ ช่าง ปืนใหญ่) และหน่วยสนับสนุน หน่วยสารบรรณ เช่น พลขับรถ เสมียน เมื่อสอบได้แล้วก็จะบรรจุแต่งตั้งยศสิบตรี
                            ---> เส้นทางนี้ก็สำหรับผู้ชายอีกเช่นกัน โดยการสมัครเข้าเป็นพลอาสาสมัคร(คล้ายพลทหาร) ซึ่งหน่วยที่รับพลอาสาสมัครเป็นประจำนั้น ได้แก่ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์, กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์, กองพันจู่โจม, กรมทหารพรานที่ 11 44 และ47 เป็นต้น เมื่อเข้าเป็นพลอาสาสมัครแล้ว เส้นทางที่จะได้ติดยศ สิบตรี มี 3 เส้นทาง คือ
                                             1. สมัครสอบนักเรียนนายสิบทหารบก โดยจะต้องมีวุฒิม.6/ปวช./กศน. และมีอายุไม่เกิน 24 ปีในปีที่สมัครสอบ
                                             2. รอสอบบรรจุติดยศ ในส่วนของกรมทหารพราน ซึ่งการเปิดสอบก็ไม่มากนัก อาจต้องรอนานหน่อย แต่สำหรับพลอาสาสมัครของทหารมหาดเล็กฯ จะมีการพิจารณาแต่งตั้งยศเองใน 2-5 ปี
            จบม.6       ---> สอบเข้าโรงเรียนนายสิบทหารบก รับเฉพาะเพศชาย โดยกำหนดอายุผู้สมัครระหว่าง 17-21 ปี ในส่วนของบุคคลพลเรือน(เรียน/ไม่เรียนนศท.) จำนวน 1188 นาย และจากทหารกองหนุน/พลอาสาสมัคร/ทหารกองประจำการ/อาสาสมัครทหารพราน (อายุไม่เกิน 24 ปี) จำนวน 792 นาย เมื่อจบการศึกษาหลักสูตร 1 ปี จะได้รับการแต่งตั้งยศเป็นสิบตรี บรรจุทำงานในหน่วยของกองทัพบกทั่วประเทศ         
                             ---> สอบเข้าวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก โดยกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัคร คือ จบม.6 แผนวิทย์ - คณิต เป็นหญิงโสดอายุระหว่าง 16-25 ปี  สูงไม่ต่ำกว่า 155 ซม. น้ำหนักไม่น้อยกว่า 45 กก. ซึ่งหากต้องการจะได้รับการติดยศร้อยตรี จะต้องสมัครในส่วนของทุนกองทัพบก(รับเฉพาะเพศหญิง) โดยรับจำนวนปีละ 20 นาย ส่วนทุนส่วนตัวจบแล้วไม่ผูกพันราชการจำนวน 60 นาย(รับเพศชายด้วย) โดยการคัดเลือกจะใช้วิธีการยื่นคะแนน o-net gat และpat2 เมื่อจบการศึกษาหลักสูตร 4 ปี จะได้รับวุฒิป.ตรี พยาบาลศาสตรบัณฑิตจากม.มหิดล สามารถนำไปใช้สอบใบประกอบวิชาชีพได้ และสำหรับทุนกองทัพบกจะได้รับการแต่งตั้งยศเป็นร้อยตรีหญิง บรรจุทำงานตามโรงพยาบาลทหารทั่วประเทศ
                             ---> สอบเข้าวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า โดยกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัคร คือ จบม.6 แผนวิทย์ - คณิต เป็นชาย/หญิงโสดอายุไม่เกิน 20 ปี  เพศชายสูงไม่ต่ำกว่า 160 ซม. เพศหญิงสูงไม่ต่ำกว่า 150 ซม. ซึ่งหากต้องการจะได้รับการติดยศร้อยตรี จะต้องสมัครในส่วนของทุนกองทัพบก(รับเฉพาะเพศชาย) โดยรับจำนวนปีละ 20 นาย ส่วนทุนส่วนตัวรับจำนวน 80 นาย(ชาย 40 หญิง 40) จบแล้วอาจได้รับการแต่งตั้งยศของโควต้าเหล่าทัพต่างๆ หากเรียนเก่งได้คะแนนอยู่ในลำดับที่จำนวนโควต้ามาถึงก็จะได้รับการติดยศ(มีทั้งทบ. ทร. ทอ.) โดยการคัดเลือกจะใช้วิธีการยื่นคะแนนเหมือนเข้าคณะแพทย์ทั่วไป(แต่ต้องยื่นสมัครกับวพม.ด้วยนะ) เมื่อจบการศึกษาหลักสูตร 6 ปี จะได้รับวุฒิป.ตรี แพทยศาสตรบัณฑิต
                             ---> สำหรับผู้ที่พลาดจากเส้นทางที่กล่าวมา อาจเข้ารับราชการชั้นประทวน โดยการสมัครทหารกองประจำการ(ทหารเกณฑ์) เมื่อถึงปีเกณฑ์ทหาร เมื่อประจำการแล้ว 1 ปี จะมีสิทธิ์สอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบเหล่าทหารราบ ซึ่งรับปีละ 600 นาย (สมัครพร้อมนายสิบทหารบก) และยังมีสิทธิ์สมัครสอบนักเรียนนายสิบทหารบกได้อีกด้วย เนื่องจากจะให้เลือก 2 อันดับ แต่หากประจำการไม่ถึง 1 ปี จะสอบได้เฉพาะนักเรียนนายสิบทหารบกเท่านั้น เมือจบหลักสูตร 1 ปีแล้ว จะได้รับการแต่งตั้งยศ สิบตรี บรรจุทำงานทั่วประเทศ (สำหรับนนส.เหล่าร. จะบรรจุในหน่วยทหารราบเท่านั้น)
            จบปวช.     ---> เส้นทางนี้สำหรับผู้ชายเท่านั้น โดยขั้นตอนแรกจะต้องเรียนนศท.ปี 3 เป็นอย่างน้อย หรือหากไม่ได้เรียนก็ต้องเคยเป็นทหารกองประจำการมาก่อน(ทหารเกณฑ์) ซึ่งเรียกบุคคลเหล่านี้ว่า "ทหารกองหนุน" เมื่อปลดเป็นกองหนุนเรียบร้อยจะมีการรับสมัครของหน่วยทหารต่างๆโดยตรง ซึ่งสาขาที่รับบ่อย คือ ช่างยนต์ ช่างไฟฟ้า ช่างอิเล็กทรกนิกส์ ช่างก่อสร้าง เมื่อสอบได้แล้วก็จะบรรจุแต่งตั้งยศสิบตรี 
                             ---> สอบเข้าโรงเรียนนายสิบทหารบก รับเฉพาะเพศชาย โดยกำหนดอายุผู้สมัครระหว่าง 17-21 ปี ในส่วนของบุคคลพลเรือน(เรียน/ไม่เรียนนศท.) จำนวน 1888 นาย และจากทหารกองหนุน/พลอาสาสมัคร/ทหารกองประจำการ/อาสาสมัครทหารพราน (อายุไม่เกิน 24 ปี) จำนวน 792 นาย เมื่อจบการศึกษาหลักสูตร 1 ปี จะได้รับการแต่งตั้งยศเป็นสิบตรี บรรจุทำงานในหน่วยของกองทัพบกทั่วประเทศ   
                              ---> สำหรับผู้ที่พลาดจากเส้นทางที่กล่าวมา อาจเข้ารับราชการชั้นประทวน โดยการสมัครทหารกองประจำการ(ทหารเกณฑ์) เมื่อถึงปีเกณฑ์ทหาร เมื่อประจำการแล้ว 1 ปี จะมีสิทธิ์สอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบเหล่าทหารราบ ซึ่งรับปีละ 600 นาย (สมัครพร้อมนายสิบทหารบก) และยังมีสิทธิ์สมัครสอบนักเรียนนายสิบทหารบกได้อีกด้วย เนื่องจากจะให้เลือก 2 อันดับ แต่หากประจำการไม่ถึง 1 ปี จะสอบได้เฉพาะนักเรียนนายสิบทหารบกเท่านั้น เมือจบหลักสูตร 1 ปีแล้ว จะได้รับการแต่งตั้งยศ สิบตรี บรรจุทำงานทั่วประเทศ (สำหรับนนส.เหล่าร. จะบรรจุในหน่วยทหารราบเท่านั้น)
            จบป.ตรี      ---> สอบบรรจุชั้นสัญญาบัตร (ร้อยตรี) ตามปีงบประมาณ โดยกำหนดอายุของผู้สมัครระหว่าง 18-35 ปี รับทั้งเพศชายและหญิง สำหรับสาขาที่รับสมัครเป็นประจำ คือ บัญชี การเงิน การธนาคาร วิศวกรรมคอมพิวเตอร์(ชาย) ไฟฟ้า(ชาย) เครื่องกล(ชาย) อิเล็กทรอนิกส์(ชาย) และวิทยาการคอมพิวเตอร์(ชาย) เภสัชศาสตร์ รังสีวิทยา เทคนิคการแพทย์ กายภาพบำบัด สังคมสงเคราะห์ นิติศาสตร์(ชาย) พุทธศาสตรบัณฑิต/เปรียญธรรม9(ชาย) การรับสมัครประมาณเดือน ธ.ค. - ม.ค. ทุกๆปี  โดยกรมยุทธศึกษาทหารบก
กองทัพเรือ
            จบม.3     ---> สอบเข้าโรงเรียนดุริยางค์ทหารเรือ(เริ่มรับสมัครปี 2557) โดยคาดว่าจะกำหนดอายุผู้สมัครระหว่าง 15-18 ปี และต้องมีความสามารถทางดนตรีทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ จะรับทั้งเพศชายและเพศหญิง เมื่อจบการศึกษาหลักสูตร 3 ปี จะได้รับวุฒิปวช.ดนตรี และแต่งตั้งยศเป็นจ่าตรี บรรจุทำงานตามกองดุริยางค์ทั่วประเทศ     
                            ---> สอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร เหล่าทหารเรือ (สมัครผ่านร.ร.นายเรือ) โดยกำหนดอายุผู้สมัครระหว่าง 14-17 ปี จะรับเพศชายจำนวน 70 นาย เมื่อจบการศึกษาหลักสูตร 3 ปีจากร.ร.เตรียมทหารแล้ว จะได้รับวุฒิม.6 สายวิทย์ - คณิต และเข้าเรียนต่อปริญญาตรีที่ร.ร.นายเรือโดยไม่ต้องสอบคัด เลือกอีก เมื่อเรียนจบ 4 ปี จะได้รับการแต่งตั้งยศเป็นเรือตรี บรรจุทำงานในกองทัพเรือ  โดยส่วนหนึ่งจะได้รับคัดเลือกเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนการบินกำแพงแสนและโรงเรียนการบินทหารบก เพื่อเป็นนักบินของกองทัพเรือ ** น่ารู้ **  นักเรียนนายเรือชั้นปีที่ 1 ที่มีผลการเรียนดีจะได้รับทุนไปศึกษาที่ร.ร.นายเรือต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สเปน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส
            จบม.6      ---> สอบเข้าโรงเรียนชุมพลทหารเรือ รับเฉพาะเพศชาย โดยกำหนดอายุผู้สมัครระหว่าง 17-20 ปี ในส่วนของบุคคลพลเรือน(เรียน/ไม่เรียนนศท.) และทหารกองหนุน(จากทหารกองประจำการเท่านั้น)สังกัดทร. อายุไม่เกิน 24 ปี รับปีละจำนวน 740-750 นาย เมื่อจบการศึกษาหลักสูตร 2 ปี จะได้รับการแต่งตั้งยศเป็นจ่าตรี บรรจุทำงานในหน่วยของกองทัพเรือทั่วประเทศตามพรรคเหล่าที่เลือก  ** น่ารู้ **   นักเรียนจ่าทหารเรือชั้นปีที่ 1 ที่มีผลการเรียนดีจะได้โควต้าเข้าเรียนที่ร.ร.นายเรือ ปีละ 2 นาย   
                             ---> สอบเข้าวิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ โดยกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัคร คือ จบม.6 แผนวิทย์ - คณิต เป็นหญิงโสดอายุระหว่าง 16-20 ปี  สูงไม่ต่ำกว่า 155 ซม. น้ำหนักไม่น้อยกว่า 42 กก. ซึ่งการจะได้รับการติดยศเรือตรีนั้น ไม่แน่นอน อาจต้องทำงานในกองทัพเรือไประยะหนึ่ง โดยรับจำนวนปีละ 60 นาย ประเภททุนส่วนตัวทั้งหมด โดยการคัดเลือกจะใช้วิธีการยื่นคะแนน o-net gat และpat2 เมื่อจบการศึกษาหลักสูตร 4 ปี จะได้รับวุฒิป.ตรี พยาบาลศาสตรบัณฑิตจากม.มหิดล สามารถนำไปใช้สอบใบประกอบวิชาชีพได้                                                                
                              ---> สอบเข้าวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ประเภททุนส่วนตัว โดยกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัคร คือ จบม.6 แผนวิทย์ - คณิต เป็นชาย/หญิงโสดอายุไม่เกิน 20 ปี  เพศชายสูงไม่ต่ำกว่า 160 ซม. เพศหญิงสูงไม่ต่ำกว่า 150 ซม. ซึ่งหากเรียนเก่งได้คะแนนอยู่ในลำดับที่จำนวนโควต้ามาถึงก็จะได้รับการติดยศ(มีทั้งทบ. ทร. ทอ.) โดยการคัดเลือกจะใช้วิธีการยื่นคะแนนเหมือนเข้าคณะแพทย์ทั่วไป(แต่ต้องยื่นสมัครกับวพม.ด้วยนะ) เมื่อจบการศึกษาหลักสูตร 6 ปี จะได้รับวุฒิป.ตรี แพทยศาสตรบัณฑิต
                               ---> สำหรับผู้หญิง ในบางปีกองทัพเรือจะรับสมัคร สารวัตรทหารเรือหญิง โดยมีคุณสมบัติคือ อายุ 18-30 ปี หญิงโสด สูงไม่ต่ำกว่า 160 ซม. ว่ายน้ำเป็น   
            จบปวช.     ---> สอบเข้าโรงเรียนชุมพลทหารเรือ รับเฉพาะเพศชาย โดยกำหนดอายุผู้สมัครระหว่าง 17-20 ปี ในส่วนของบุคคลพลเรือน(เรียน/ไม่เรียนนศท.) และทหารกองหนุน(จากทหารกองประจำการเท่านั้น)สังกัดทร. อายุไม่เกิน 24 ปี รับปีละจำนวน 740-750 นาย เมื่อจบการศึกษาหลักสูตร 2 ปี จะได้รับการแต่งตั้งยศเป็นจ่าตรี บรรจุทำงานในหน่วยของกองทัพเรือทั่วประเทศตามพรรคเหล่าที่เลือก  ** น่ารู้ **   นักเรียนจ่าทหารเรือชั้นปีที่ 1 ที่มีผลการเรียนดีจะได้โควต้าเข้าเรียนที่ร.ร.นายเรือ ปีละ 2 นาย                     
                               ---> ในบางปีกองทัพเรือจะรับสมัคร สารวัตรทหารเรือหญิง โดยมีคุณสมบัติคือ อายุ 18-30 ปี หญิงโสด สูงไม่ต่ำกว่า 160 ซม. ว่ายน้ำเป็น และสาขาบัญชี การเงิน สำหรับทั้งผู้ชายและผู้หญิง อายุ18-30 ปีเช่นกัน          
            จบป.ตรี
      ---> สอบบรรจุชั้นสัญญาบัตร (เรือตรี) ตามปีงบประมาณ โดยกำหนดอายุของผู้สมัครระหว่าง 18-35 ปี รับทั้งเพศชายและหญิง สำหรับสาขาที่รับสมัครเป็นประจำ คือ บัญชี การเงิน การธนาคาร วิศวกรรมเครื่องกล โยธา นิติศาสตร์ พุทธศาสตรบัณฑิต/เปรียญธรรม9 การรับสมัครประมาณเดือน ก.ค. - ส.ค. ทุกๆปี  โดยกรมกำลังพลทหารเรือ
กองทัพอากาศ
            จบม.3     ---> สอบเข้าโรงเรียนดุริยางค์ทหารอากาศ โดยกำหนดอายุผู้สมัครระหว่าง 15-18 ปี และต้องมีความสามารถทางดนตรีทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ (ส่วนใหญ่จะเป็นด้านวงโยธาวาทิต ดุริยางค์ และเครื่องสาย) จะรับเพศชายจำนวน 15-17 นาย และเพศหญิงจำนวน 5 นาย เมื่อจบการศึกษาหลักสูตร 3 ปี จะได้รับวุฒิปวช.ดนตรี และแต่งตั้งยศเป็นจ่าอากาศตรี บรรจุทำงานตามกองดุริยางค์ทั่วประเทศ
                           ---> สอบเข้าโรงเรียนช่างฝีมือทหาร ในส่วนของภาคปกติ โดยกำหนดอายุผู้สมัครระหว่าง 15-18 ปี จะรับเพศชายจำนวน 250 - 300 นาย เมื่อจบการศึกษาหลักสูตร 3 ปี จะได้รับวุฒิปวช.ตามสาขาช่างที่เลือกศึกษา และแต่งตั้งยศเป็นจ่าอากาศตรี บรรจุทำงานในกองทัพอากาศส่วนหนึ่ง (ยังมีโควต้าของกองทัพไทย และกองทัพบกอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งจะเลือกหลังจบการศึกษาตามคะแนนสอบ)     
                            ---> สอบเข้าโรงเรียนจ่าอากาศ โดยกำหนดอายุผู้สมัครระหว่าง 15-18 ปี จะรับเพศชายจำนวนแต่ละปีไม่เท่ากัน จะอยู่ระหว่าง 220-250 นาย เมื่อจบการศึกษาหลักสูตร 3 ปี จะได้รับวุฒิปวช.ตามสาขาที่เลือก และแต่งตั้งยศเป็นจ่าอากาศตรี บรรจุทำงานในกองทัพอากาศ ** น่ารู้ **  นักเรียนจ่าอากาศชั้นปีที่ 1 ที่มีผลการเรียนดีจะได้โควต้าเข้าเรียนที่ร.ร.เตรียมทหาร ส่วนของกองทัพอากาศ ปีละ 4 นาย (ต้องมีอายุไม่เกิน 17 ปีในปีที่สมัครเข้าเป็นนักเรียนจ่าอากาศ)
                            ---> สอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร เหล่าทหารอากาศ (สมัครผ่านร.ร.นายเรืออากาศ) โดยกำหนดอายุผู้สมัครระหว่าง 14-17 ปี จะรับเพศชายจำนวน 84 นาย เมื่อจบการศึกษาหลักสูตร 3 ปีจากร.ร.เตรียมทหารแล้ว จะได้รับวุฒิม.6 สายวิทย์ - คณิต และเข้าเรียนต่อปริญญาตรีที่ร.ร.นายเรืออากาศโดยไม่ต้องสอบคัด เลือกอีก เมื่อเรียนจบ 4 ปี จะได้รับการแต่งตั้งยศเป็นเรืออากาศตรี บรรจุทำงานในกองทัพอากาศ โดยส่วนหนึ่งจะได้รับคัดเลือกเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนการบินกำแพงแสน เพื่อเป็นนักบินของกองทัพอากาศ   ** น่ารู้ **  นักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 1 ที่มีผลการเรียนดีจะได้รับทุนไปศึกษาที่ร.ร.นายเรือต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สเปน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เกาหลี              
                            ---> เส้นทางนี้ก็สำหรับผู้ชายเท่านั้น โดยการสมัครเข้าเป็นทหารกองประจำการสังกัดทอ. เส้นทางที่จะได้ติดยศ จ่าอากาศตรี มี 3 เส้นทาง คือ
                                             1. สมัครสอบบรรจุ (เฉพาะเหล่าอากาศโยธิน และสารวัตร)
                                             2. สมัครเข้าฝึกหลักสูตรปฏิบัติการพิเศษ อย. ให้ได้ เมื่อฝึกจบจะได้รับการพิจารณาติดยศจ่าอากาศตรี (ต้องประจำการ 2 ปี)
            จบม.6       ---> สอบเข้าโรงเรียนจ่าอากาศ โดยกำหนดอายุผู้สมัครระหว่าง 17-20 ปี จะรับเพศชายจำนวนแต่ละปีไม่เท่ากัน จะอยู่ระหว่าง 100-125 นาย เมื่อจบการศึกษาหลักสูตร 2 ปี จะได้รับการแต่งตั้งยศเป็นจ่าอากาศตรี บรรจุทำงานในกองทัพอากาศ    
                             ---> สอบเข้าวิทยาลัยพยาบาลทหารอากาศ โดยกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัคร คือ จบม.6 แผนวิทย์ - คณิต เป็นหญิงโสดอายุระหว่าง 17-22 ปี  สูงไม่ต่ำกว่า 155 ซม. น้ำหนักไม่น้อยกว่า 40 กก. ซึ่งหากต้องการจะได้รับการติดยศเรืออากาศตรี จะต้องสมัครในส่วนของทุนกองทัพอากาศ โดยรับจำนวนปีละ 20 นาย ส่วนทุนส่วนตัวจบแล้วไม่ผูกพันราชการจำนวน 30 นาย(แต่จะได้รับการพิจารณาเป็นอันดับแรกเมื่อกองทัพอากาศต้องการกำลังพล) โดยการคัดเลือกจะใช้วิธีการยื่นคะแนน o-net gat และpat2 เมื่อจบการศึกษาหลักสูตร 4 ปี จะได้รับวุฒิป.ตรี พยาบาลศาสตรบัณฑิตจากม.มหิดล สามารถนำไปใช้สอบใบประกอบวิชาชีพได้ และสำหรับทุนกองทัพบกจะได้รับการแต่ง ตั้งยศเป็นร้อยตรีหญิง บรรจุทำงานตามโรงพยาบาลทหารทั่วประเทศ
                             ---> สอบเข้าวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า โดยกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัคร คือ จบม.6 แผนวิทย์ - คณิต เป็นชาย/หญิงโสดอายุไม่เกิน 20 ปี  เพศชายสูงไม่ต่ำกว่า 160 ซม. เพศหญิงสูงไม่ต่ำกว่า 150 ซม. ซึ่งหากต้องการจะได้รับการติดยศร้อยตรี จะต้องสมัครในส่วนของทุนกองทัพบก(รับเฉพาะเพศชาย) โดยรับจำนวนปีละ 20 นาย ส่วนทุนส่วนตัวรับจำนวน 80 นาย(ชาย 40 หญิง 40) จบแล้วอาจได้รับการแต่งตั้งยศของโควต้าเหล่าทัพต่างๆ หากเรียนเก่งได้คะแนนอยู่ในลำดับที่จำนวนโควต้ามาถึงก็จะได้รับการติดยศ(มี ทั้งทบ. ทร. ทอ.) โดยการคัดเลือกจะใช้วิธีการยื่นคะแนนเหมือนเข้าคณะแพทย์ทั่วไป(แต่ต้องยื่น สมัครกับวพม.ด้วยนะ) เมื่อจบการศึกษาหลักสูตร 6 ปี จะได้รับวุฒิป.ตรี แพทยศาสตรบัณฑิต
                              ---> สอบบรรจุชั้นประทวน (จ่าอากาศตรี) ตามปีงบประมาณ โดยกำหนดอายุของผู้สมัครระหว่าง 18-30 ปี รับทั้งเพศชายและหญิง(ในบางตำแหน่ง เช่น สารวัตรทหารหญิง เสมียน) ตำแหน่งที่รับสมัครเป็นประจำ คือ เสมียน เจ้าหน้าที่สารวัตร เจ้าหน้าที่กำลังพล เจ้าหน้าที่นิรภัย เจ้าหน้าที่วัสดุ การรับสมัครประมาณเดือน ม.ค. - ก.พ. ทุกๆปี  โดยกรมกำลังพลทหารอากาศ
            จบปวช.     ---> สอบเข้าโรงเรียนจ่าอากาศ โดยกำหนดอายุผู้สมัครระหว่าง 17-20 ปี จะรับเพศชายจำนวนแต่ละปีไม่เท่ากัน จะอยู่ระหว่าง 100-125 นาย เมื่อจบการศึกษาหลักสูตร 2 ปี จะได้รับการแต่งตั้งยศเป็นจ่าอากาศตรี บรรจุทำงานในกองทัพอากาศ   
                              ---> สอบบรรจุชั้นประทวน (จ่าอากาศตรี) ตามปีงบประมาณ โดยกำหนดอายุของผู้สมัครระหว่าง 18-30 ปี รับทั้งเพศชายและหญิง(ในบางตำแหน่ง เช่น เขียนแบบ งานภาคพื้นสาขาสำรวจ) สำหรับสาขาที่รับสมัครเป็นประจำ คือ บัญชี การเงิน การธนาคาร ยานยนต์ ไฟฟ้า สำรวจ เขียนแบบ อิเล็กทรอนิกส์ ก่อสร้าง คอมพิวเตอร์ ถ่ายภาพ การรับสมัครประมาณเดือน ม.ค. - ก.พ. ทุกๆปี  โดยกรมกำลังพลทหารอากาศ
            จบป.ตรี      ---> สอบบรรจุชั้นสัญญาบัตร (เรืออากาศตรี) ตามปีงบประมาณ โดยกำหนดอายุของผู้สมัครระหว่าง 18-35 ปี รับทั้งเพศชายและหญิง สำหรับสาขาที่รับสมัครเป็นประจำ คือ บัญชี การเงิน การธนาคาร คอมพิวเตอร์ ไฟฟ้า เครื่องกล อิเล็กทรอนิกส์ วิทยาการคอมพิวเตอร์ สถาปัตย์ บรรณารักษ์ สถิติ กายภาพบำบัด สังคมสงเคราะห์ นิติศาสตร์ สาธารณสุข ภาษาอังกฤษ รัฐศาสตร์/รัฐประศาสนศาสตร์สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พุทธศาสตรบัณฑิต/เปรียญธรรม9 การรับสมัครประมาณเดือน ม.ค. - ก.พ. ทุกๆปี  โดยกรมยุทธศึกษาทหารบก

ข้อมูลดีๆจาก http://www.iqcentre.org